
- เรื่องนี้ให้คนร้ายเป็นศูนย์กลาง จึงควรดูแบบเปิดใจกับตัวละครที่มีทั้งด้านดีและด้านมืด
- การแสดงของหม่า อีลี่ (Ma Yili) และหวัง เจียเจีย (Wang Jiajia) เป็นจุดแข็งที่สุดของเรื่อง
- บรรยากาศเมืองอุตสาหกรรมยุค 90 และความเชื่อพื้นบ้านช่วยสร้างความหม่นและความลึกลับได้ดี
- ถ้าชอบงานแนวอาชญากรรมที่เน้นตัวละครมากกว่าการเฉลยคดี 34 ตอนที่ตอนละสั้นช่วยให้ดูจบได้ไม่ยาก
เมืองอุตสาหกรรมทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนในยุค 90 กำลังขาลง โรงงานปิดตัว งานมั่นคงหายไป และผู้คนจำนวนหนึ่งต้องหาทางเอาตัวรอดนอกกฎหมาย ในเมืองแบบนั้นมีสถานที่ชื่อ Yu Hong Plaza ซึ่งกลายเป็นฉากของการตายปริศนาหลายครั้ง ตำรวจหญิงประจำพื้นที่อย่าง หลิว เจวียน (Liu Juan) ต้องเข้ามาดูแลคดีเหล่านี้ ทั้งที่แต่ละเหตุการณ์ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันเลย
จุดที่ชวนดู The Old Story of Yu Hong ไม่ได้อยู่ที่การไล่จับคนร้ายแบบคดีต่อคดี แต่เป็นการใช้ความตายเหล่านั้นเป็นกระจกส่องชีวิตของผู้คนในเมืองเดียวกัน ศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่ หลิว หยาง (Liu Yang) ชายที่รอดจากเหตุการณ์ซึ่งมีคนตายสามศพ และจากจุดนั้นชีวิตของเขาถูกบีบให้เดินเข้าสู่เส้นทางที่ยิ่งเดินยิ่งพัง การเอาตัวรอด ความรัก และความโลภค่อย ๆ ผลักเขาไปไกลจากคนที่เขาเคยเป็น
เรื่องนี้จึงชวนดูแบบงาน ซีรีส์จีน ที่กล้าให้ตัวเอกอยู่ผิดฝั่งของกฎหมาย และให้คนดูติดตามเขามากกว่าคอยเอาใจช่วยตำรวจ บทความนี้จึงไม่ได้มุ่งตอบว่าใครเป็นฆาตกร แต่ดูว่าซีรีส์ใช้บรรยากาศยุค 90 ตัวละครหญิง จังหวะการเล่า และการแสดงส่งเรื่องได้แค่ไหน พร้อมชี้จุดที่ยังฉุดให้งานชิ้นนี้ไม่ถึงที่สุด

Yu Hong Plaza ไม่ได้ทำหน้าที่แค่สถานที่เกิดเหตุ แต่เป็นจุดรวมของผู้คนที่กำลังสูญเสียหลักประกันในชีวิต โรงงานทยอยปิด งานประจำหาย และคนหนุ่มสาวเริ่มอพยพออกจากเมือง ส่วนคนที่อยู่ต่อต้องหันไปพึ่งการค้าผิดกฎหมายหรือเส้นทางที่ไม่ปลอดภัย เมื่อความมั่นคงพื้นฐานหายไป การตายแต่ละครั้งจึงมีเหตุผลทางสังคมซ่อนอยู่ ซีรีส์ไม่ได้ใช้ความจนเป็นข้ออ้างให้ทุกคนทำผิด แต่เผยให้เห็นว่าทางเลือกที่ดูเหมือนมีอยู่จริงนั้นแคบลงแค่ไหน ธุรกิจเถื่อน การลักลอบขนของ และการค้าของปลอมกลายเป็นฉากหลังที่เพิ่มน้ำหนักให้ปมฆาตกรรม จนคำถามว่าใครเป็นคนลงมือกลายเป็นเรื่องรอง
หลิว หยาง ไม่ใช่ฮีโร่ที่ถูกใส่ร้าย แต่เป็นคนที่ลงมือฆ่าคนเพื่อป้องกันตัวตั้งแต่ช่วงเปิดเรื่องและยิ่งถลำลึกขึ้นเรื่อย ๆ แรงผลักดันของเขามาจากการเอาตัวรอด ความรัก และความต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่คนดูเข้าใจได้แม้จะไม่เห็นด้วยกับการกระทำ ซีรีส์ใช้โครงสร้างแบบเกมไล่ล่าให้เขาเรียนรู้วิธีหลบเลี่ยงตำรวจและคู่ต่อสู้ไปพร้อมกัน ความสนุกอยู่ที่การดูว่าเขาจะรอดหรือไม่ในแต่ละฉาก แม้คนดูจะรู้ว่าการรอดของเขาต้องมีคนอื่นจ่ายราคา ความไม่สบายใจนี้ผลักตัวละครให้ชวนติดตามกว่าตัวร้ายทั่วไป
อีกจุดที่แยกเรื่องนี้ออกจากงาน ดราม่า อาชญากรรมทั่วไปอยู่ที่ตัวละครหญิงอย่าง เฉิน หง (Chen Hong) ซึ่งรับบทโดยหม่า อีลี่ (Ma Yili) เธอเป็นภรรยาของผู้มีอิทธิพลในเมืองที่ไม่ได้ยอมรับชีวิตเดิมอย่างเงียบ ๆ แต่พยายามช่วงชิงโอกาสและใช้ทุกทรัพยากรที่มีเพื่อเปลี่ยนสถานะของตัวเอง ความทะเยอทะยาน ของเธอมาพร้อมความเด็ดขาดและการตัดสินใจที่คนดูอาจไม่เห็นด้วย ส่วน หลิว เจวียน ซึ่งรับบทโดยหวัง เจียเจีย (Wang Jiajia) เป็นตำรวจหญิงที่ปากร้ายและใจร้อน แต่มีความอบอุ่นเพียงพอจะรับเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ เข้ามาอยู่ในบ้าน ซีรีส์ให้ผู้หญิงทั้งสองมีความต้องการและข้อบกพร่องของตัวเอง ไม่ได้บังคับให้ทุกคนต้องน่ารักหรือถูกต้องตลอดเวลา ความสัมพันธ์ในเรื่องมีทั้งการนอกใจ การหย่าร้าง และความต้องการทางเพศที่ตัวละครหญิงกล้าพูดถึง
ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้ขอให้คนดูรัก หลิว หยาง แต่ขอให้เห็นว่าเมื่อเมืองทั้งเมืองถูกทิ้งไว้ข้างหลัง คนธรรมดาอาจถูกบีบให้เลือกทางที่ผิดได้ง่ายกว่าที่คิด
แม้จะถ่ายทำในมณฑลชานซีซึ่งไม่ได้อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทีมงานสร้างเสื้อผ้า อาคาร และบรรยากาศหนาวเย็นออกมาได้ใกล้เคียงกับภาพจำของ 지역นี้ นักแสดงหลายคนเป็นคนพื้นที่จึงพูดสำเนียงและใช้คำสแลงท้องถิ่นได้เป็นธรรมชาติ รายละเอียดเล็ก ๆ อย่างการกินเมล็ดทานตะวันและความเชื่อเรื่องภูตพังพอนเหลืองหรือ Yellow Weasel Immortal ช่วยเติม บรรยากาศลึกลับ ให้เรื่องได้ดี เชื่อกันว่าภูตชนิดนี้คุ้มครองบ้านและยุ้งข้าว แต่อาจนำทั้งโชคและเคราะห์มาให้ ใครที่ชอบงานลึกลับแบบ Mystic Nine อาจพบว่าความเชื่อพื้นบ้านในเรื่องนี้เพิ่มความน่ากลัวให้เมืองอีกชั้น
การมี 34 ตอนมักทำให้ซีรีส์จีนหลายเรื่องดูยืด แต่เรื่องนี้เลือกตอนละประมาณ 17-18 นาที เรื่องจึงเดินเร็วและไม่ต้องอธิบายทุกอย่างจนเสียจังหวะ บทเลือกเล่าหลายอย่างผ่านภาพและการกระทำ ไม่ยัดบทพูดยาว ๆ รูปแบบนี้จึงเหมาะกับ ซีรีส์ iQiyi ที่มีจำนวนตอนมากแต่ตอนสั้น และเปิดพื้นที่ให้นักแสดงหลายคนได้มีช่วงเวลาของตัวเองโดยไม่ต้องรอคิว
หัวใจของการแสดงในเรื่องนี้อยู่ที่สองนักแสดงหญิง หวัง เจียเจีย (Wang Jiajia) สร้าง หลิว เจวียน ให้เป็นคนที่ดูมีชีวิต ทั้งพูดฉับไว อารมณ์ร้อน และความใจดีที่ซ่อนอยู่ใต้ความหยาบกระด้าง เธอเป็นจังหวะพักหายใจของเรื่องในฉากที่เหลือมืดจนอึดอัด ส่วนหม่า อีลี่ (Ma Yili) รับบท เฉิน หง ได้ทรงพลังและไม่ขอโทษกับการตัดสินใจของตัวละคร เธอเปลี่ยนผู้หญิงที่ดูเหมือนจะอยู่เฉย ๆ ให้กลายเป็นคนที่พร้อมลงมือเมื่อโอกาสมาถึง ทั้งสองคนยกให้เส้นเรื่องของผู้หญิงเป็นจุดแข็งที่สุดของซีรีส์ ส่วนจาง เจ๋อหัว (Zhang Zhehua) มีบทที่ยากและต้องเปลี่ยนจากคนธรรมดาเป็นคนร้ายทีละขั้น แต่การแสดงของเขาหลายฉากยังนิ่งและตอบสนองช้ากว่าจังหวะที่ฉากต้องการ
ปัญหาที่ชัดที่สุดของซีรีส์ไม่ได้อยู่ที่บรรยากาศหรือตัวละครหญิง แต่อยู่ที่เส้นเรื่องการทำงานของ หลิว เจวียน ในฐานะตำรวจ ซีรีส์ให้เวลากับชีวิตส่วนตัวของเธอมาก ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่กลายเป็นที่พักของเจ้าหน้าที่ที่เดินทางมาสืบคดี หรือเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ซึ่งเป็นส่วนที่อบอุ่นและน่าดู แต่เมื่อเรื่องเป็นเกมไล่ล่าระหว่างคนร้ายกับตำรวจ คนดูย่อมอยากเห็นเธอสืบสวนมากขึ้น แก้คดีมากขึ้น และใช้สัญชาตญาณของตำรวจในทางที่ส่งผลต่อเกมหลัก เมื่อเธอมักถูกเขียนให้อยู่ในบ้านหรือจัดการความสัมพันธ์ส่วนตัว ภาพของเธอในฐานะผู้สืบสวนจึงยังไม่เต็ม ความไม่สมดุลนี้ทำให้ศักยภาพของตัวละครกับนักแสดงยังไม่ถูกใช้เต็มที่
สำหรับคนที่ชอบ ซีรีส์อาชญากรรม ที่ให้ความสำคัญกับบรรยากาศและตัวละครมากกว่าการเฉลยคดีแบบจบในตอน เรื่องนี้น่าติดตาม เพราะบรรยากาศเมืองยุค 90 การเขียนตัวละครหญิง และจังหวะตอนสั้นทำงานร่วมกันได้ดี ใครที่ตามงานจีนแนวสมจริงหรือชอบดูคนร้ายที่ไม่ได้ถูกวางภาพให้น่าสงสารเกินไปจะพบมุมที่ชวนคิดต่อ บน Douban เรื่องนี้ได้ 7.8 และดัชนีความนิยมบน iQiyi ทะลุ 8,400 จุด ซึ่งสะท้อนว่าซีรีส์มีผู้ชมตอบรับพอสมควร คนที่ไม่เหมาะได้แก่ผู้ชมที่ต้องการฮีโร่ชัดเจน ต้องการเห็นตำรวจแก้คดีทุกตอน หรือรับไม่ได้กับการแสดงของพระเอกที่ยังไม่นิ่ง รวมถึงคนที่อ่อนไหวกับฉากทางเพศ ความรุนแรงทางเพศ และเลือด เนื่องจากซีรีส์มีคำเตือนเรื่องนี้ชัดเจน
The Old Story of Yu Hong เป็นซีรีส์ที่เลือกเล่าเรื่องคนร้ายจากมุมที่ชวนคนดูทบทวนความรู้สึกของตัวเอง งานชิ้นนี้ไม่ได้สมบูรณ์แบบเพราะการแสดงของพระเอกยังไม่รับน้ำหนักการเปลี่ยนผ่านของตัวละคร และเส้นเรื่องตำรวจยังบางกว่าที่ควร แต่จุดแข็งด้านบรรยากาศ ตัวละครหญิง และจังหวะการเล่าทำให้เป็นงานที่ควรค่าแก่การดูสำหรับคนที่ชอบงานอาชญากรรมแบบหม่น ๆ ถ้าได้ดูแล้ว แชร์ว่าฉากไหนสร้างความอึดอัดได้มากที่สุด และคอมเมนต์ว่าตัวละครหญิงคนไหนทำให้ติดตามเรื่องนี้ต่อจนจบ
- ชื่อเรื่อง: The Old Story of Yu Hong
- ประเภท: อาชญากรรม, ดราม่า
- ประเทศและภาษา: จีน, ภาษาจีน
- ผู้กำกับ: Miao Yu
- นักแสดงหลัก: หม่า อีลี่ (Ma Yili), หวัง เจียเจีย (Wang Jiajia), จาง เจ๋อหัว (Zhang Zhehua), หวัง เทียนเฉิน (Wang Tianchen)
- จำนวนตอน: 34 ตอน ตอนละประมาณ 17-18 นาที
- กำหนดออกฉาย: 29 กันยายน 2026 ถึง 5 ตุลาคม 2026
- ช่องทางรับชม: iQiyi
ซีรีส์จีนอาชญากรรมที่ให้คนร้ายเป็นศูนย์กลาง
โครงเรื่อง - 8.4
การแสดง - 8.2
โปรดักชัน - 8.6
ความบันเทิง - 8.3
ความคุ้มค่าในการรับชม - 8.5
8.4
The Old Story of Yu Hong ใช้เมืองอุตสาหกรรมที่กำลังทรุดตัวในยุค 90 เป็นฉากหลังของคดีฆาตกรรมปริศนาที่ผูกโยงผู้คนเข้าด้วยกัน จุดแข็งอยู่ที่บรรยากาศสมจริง ตัวละครหญิงที่มีมิติ และจังหวะตอนสั้นที่ช่วยให้ 34 ตอนดูไม่ยืด ส่วนจุดอ่อนอยู่ที่การแสดงของพระเอกที่ยังไม่รับน้ำหนักการเปลี่ยนผ่านของตัวละคร และเส้นเรื่องตำรวจหญิงที่ยังไม่คมเท่าเกมไล่ล่า เหมาะกับคนที่ชอบงานอาชญากรรมหม่น ๆ และตัวละครที่มีทั้งด้านดีและด้านมืด แต่ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการฮีโร่ชัดเจนหรือคดีที่คลี่คลายจบไวในทุกตอน









