
- ภาคนี้เปลี่ยนชื่อเสียงของอัสซานจากเครื่องมือเอาตัวรอดให้กลายเป็นหลักฐานที่ใช้เอาผิดเขา
- โอมาร์ ซี แบกเสน่ห์ของจอมโจรได้ดี และเพิ่มความเหนื่อยล้าที่ทำให้ตัวละครมีมิติขึ้น
- ฉากแอ็กชันและขอบเขตงานสร้างใหญ่กว่าเดิม แต่ความใหญ่เริ่มแย่งพื้นที่จากความฉลาดของแผน
- เหมาะกับคนที่ตามซีรีส์แนวโจรกรรมและชอบเกมไล่ล่า ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการความกระชับแบบจบไวทุกตอน
ชื่อของลูแปงเคยเป็นเกราะป้องกันตัวของอัสซาน ดีออป เพราะผู้คนเชื่อว่าเขามีแผนสำรองซ่อนไว้เสมอ หลังผ่านไปสี่ปีในเรือนจำ เขาตั้งใจรับโทษให้จบและกลับไปเริ่มชีวิตกับครอบครัวที่เซเนกัลตามสัญญาที่ให้ไว้ ความสงบนั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเดียวคือการไม่แตะเกมโจรกรรมอีก แต่แล้วก็มีประกาศลึกลับในนามลูแปงและเหตุปล้นพิพิธภัณฑ์หลายแห่งเกิดขึ้นพร้อมกันในปารีส หลักฐานทุกชิ้นกลับชี้มาที่นักโทษที่ควรอยู่ในห้องขัง
Lupin Part 4 ใช้จุดนี้พลิกคำถามจาก “จอมโจรจะหนีอย่างไร” เป็น “จอมโจรจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้อย่างไรในเมื่อโลกพร้อมเชื่อว่าเขาผิด” อัสซานต้องออกจากคุกเพื่อตามหาคนที่เอาวิธีการของเขาไปใช้ ความหนักของเกมอยู่ที่ศัตรูรายนี้เข้าใจดีว่าตำรวจและสาธารณชนมองอัสซานแบบไหน ใครที่ยังไม่เคยดูภาคก่อน อ่าน รีวิว Lupin จอมโจรลูแปง เพื่อทำความรู้จักตัวละครหลักและปมครอบครัวเปลเลกรีนีก่อนได้
ในหมู่ ซีรีส์ฝรั่ง แนวโจรกรรมที่เน้นแผนซับซ้อนกับเสน่ห์ของนักแสดงนำ ภาคนี้ยังคงจุดขายเดิมไว้ครบ แต่ความสนุกที่แท้จริงขึ้นอยู่กับว่าซีรีส์กล้าให้ตำนานของอัสซานสร้างปัญหาให้เขาแค่ไหน บทความนี้จึงดูทั้งความคมของเกม การแสดงของโอมาร์ ซี (Omar Sy) งานสร้างที่ใหญ่ขึ้น และราคาที่ต้องจ่ายเมื่อซีรีส์อยากเป็นมากกว่าเรื่องปล้นสนุก ๆ

จุดที่เฉียบที่สุดของภาคนี้คือการไม่ปล่อยให้ ตำนานลูแปง เป็นเพียงมุกเท่ ๆ ของตัวเอก ตลอดสามภาคก่อน อัสซานใช้สิ่งที่คนอื่นคาดเดาเกี่ยวกับตัวเขาให้เป็นประโยชน์ เขาปลอมตัวได้แนบเนียนและมักอ่านความประมาทของคู่ต่อสู้ออกก่อนเสมอ พอมีคนก่ออาชญากรรมโดยใช้ชื่อลูแปง ภาพจำชุดเดียวกันนั้นกลับกลายเป็นหลักฐานเชิงพฤติกรรมที่ทำให้ตำรวจและคนทั่วไปเชื่อว่าเขาคือคนร้าย แม้ความจริงยังไม่ผ่านการตรวจสอบ ซีรีส์ยังแตะประเด็นที่คมขึ้นเมื่อภาพจำเรื่องเชื้อชาติของอัสซานถูกใช้ซ้ำในจังหวะที่เขาไม่ได้เป็นฝ่ายควบคุมการเล่าเรื่องอีกต่อไป สิ่งที่เคยเป็นพลังจึงกลายเป็นข้อจำกัด และนี่คือเหตุผลที่ภาคนี้มีเดิมพันมากกว่าการขโมยของมีค่า ความเชื่อมโยงกับพ่อของอัสซานยังทำให้คดีชุดนี้ไม่ใช่แค่การล้างชื่อ แต่ย้อนกลับไปหาความอยุติธรรมที่ทำให้เขาเข้าสู่เส้นทางลูแปงตั้งแต่แรก
ความสนุกของ Lupin Part 4 มาจากการที่อัสซานไม่ได้เป็นคนวางเกมทั้งหมดอีกต่อไป เขาต้องไล่ตามคนที่รู้วิธีคิดแบบเขา ขณะที่ตำรวจก็มีเบาะแสจากหลักฐานซึ่งอาจถูกจัดฉากขึ้นมา ยูเซฟ ผู้สืบสวนที่คุ้นเคยกับเรื่องราวของอาร์แซน ลูแปง ทำให้การไล่ล่าไม่ได้เป็นเพียงการวิ่งหนี แต่เป็นการอ่านแผนของอีกฝ่ายจากรายละเอียดเล็ก ๆ การที่กัปตันเบลกาเซมได้รับบาดเจ็บสาหัสระหว่างเหตุปล้นครั้งหนึ่งทำให้คดีนี้ไม่ใช่แค่เกมชื่อเสียง เพราะผลลัพธ์ตกอยู่กับคนจริง คนที่ชอบความสนุกแบบไล่ล่าของ ซีรีส์สืบสวน จะได้รสชาติของการเดาความจริงจากภาพที่ถูกบิดไปมา แต่สิ่งที่ทำให้ภาคนี้คุ้มค่าที่สุดไม่ใช่การรอเฉลยว่าใครคือคนร้าย หากเป็นการดูว่าอัสซานจะยอมรับว่าตัวเองถูกอ่านออกได้แค่ไหน

โอมาร์ ซี ยังเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ Lupin ดูง่ายและน่าติดตาม เขาทำให้ความมั่นใจของอัสซานดูเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ท่าทางของอัจฉริยะที่กำลังรอให้คนอื่นชื่นชม เขาใส่จังหวะตลกได้โดยไม่ทำให้ภัยของตัวละครหายไป และเมื่อเรื่องกลับมาที่ครอบครัว สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนจากคนที่คุมทุกอย่างอยู่เป็นคนที่รู้ตัวว่าตนเองคือต้นเหตุของความเสี่ยงทั้งหมด ความเหนื่อยที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มนี้ทำให้ความปรารถนาจะเลิกเป็นลูแปงมีน้ำหนัก เพราะอัสซานไม่ได้หนีจากงานโจรกรรมเพียงอย่างเดียว เขากำลังพยายามหยุดทำให้คนที่รักต้องจ่ายราคาแทนการตัดสินใจของตัวเอง
ความสัมพันธ์ระหว่างอัสซานกับแคลร์และราอูลทำให้ภาคนี้ไม่ใช่แค่เกมซ่อนตัวที่เล่นกับตำรวจ ราอูลในวัยโตขึ้นรับบทโดยเตโอ คริสติน (Théo Christine) การเปลี่ยนนักแสดงสอดคล้องกับช่วงเวลาที่ผ่านไปในเรื่อง และเปิดทางให้ ความสัมพันธ์พ่อลูก ถูกมองในวัยที่เด็กหนุ่มเริ่มเข้าใจผลของการโกหกมากขึ้น ซีรีส์ยังใช้ฉากครอบครัวเป็นช่วงพักสั้น ๆ ระหว่างปมใหญ่ ซึ่งทำให้ ดราม่า ของคนที่ต้องอยู่กับผลลัพธ์ของแผนยังมีพื้นที่น้อยกว่าที่ควร ถ้าภาคนี้ให้เวลากับความเงียบในบ้านมากขึ้นอีกนิด ความเสี่ยงของอัสซานจะเจ็บกว่าเดิม เพราะคนดูจะเห็นว่าไม่มีแผนไหนคุ้มกับการที่ลูกต้องรอคำสัญญาอีกครั้ง

ลูแปง ภาคนี้สนุกตรงที่ทำให้อัสซานต้องกลัวชื่อเสียงของตัวเอง ทุกแผนที่เคยช่วยให้เขาหนีได้กำลังกลายเป็นหลักฐานที่ใช้เอาผิดเขา และนั่นคือเดิมพันที่คมกว่าการขโมยครั้งไหน
งานสร้างของภาคนี้ชัดเจนว่าได้รับการขยายให้ใหญ่ขึ้น ทั้งฉากแอ็กชันที่ทะเยอทะยานกว่าเดิม การใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของกลโกง และปารีสที่ยังเป็นสนามเด็กเล่นชั้นดีของจอมโจรที่มองทุกพื้นที่สาธารณะเป็นโอกาสในการหลอกคน ความอลังการทำให้ซีรีส์ดูเป็นงานใหญ่เหมาะกับ Netflix แต่ความใหญ่มีราคาที่ต้องจ่าย เมื่อฉากไล่ล่าหรือโชว์เทคโนโลยีดึงความสนใจมากเกินไป รายละเอียดเล็ก ๆ ที่เคยทำให้ชัยชนะของอัสซานดูสมเหตุสมผลก็เริ่มจางลง ภาคนี้จึงสนุกเมื่ออยู่ในโหมดแสดงให้เห็นว่าคนหนึ่งคนสังเกตเห็นสิ่งที่ทุกคนมองข้าม และเริ่มอ่อนแรงเมื่อพยายามทำให้ทุกอย่างใหญ่กว่าที่เรื่องต้องการ
การมีแปดตอนเปิดพื้นที่ให้ปมใหม่และตัวละครรองได้หายใจมากกว่าภาคก่อน แต่ก็เพิ่มโอกาสให้เรื่องพันกันเกินจำเป็น ภาคนี้มีทั้งหลักฐานปลอม การใช้เทคโนโลยี และความสัมพันธ์ที่ผูกกับคดีเก่า ซึ่งทำให้บางช่วงต้องอธิบายกลไกของแผนมากกว่าปล่อยให้คนดูสนุกกับการเห็นตัวละครแก้ปัญหา ความระทึกขวัญที่ควรมาจากการถูกไล่ล่าจึงมีโอกาสถูกแทนที่ด้วยการตามเก็บรายละเอียดของเกม เมื่อบวกกับการที่ซีรีส์ชอบตัดจากอารมณ์ของครอบครัวกลับไปสู่จังหวะพลิกสถานการณ์เร็ว ๆ ผลคือคนที่ต้องการความลุ้นแบบต่อเนื่องอาจรู้สึกว่าบางตอนเดินหน้าไม่เท่ากัน ขณะที่แฟนของแผนซ้อนอาจชอบความพยายามเล่นกับความคาดหวังมากกว่าความเรียบง่ายของภาคแรก ๆ
สำหรับคนที่ติดตามซีรีส์เรื่องนี้มาแล้ว Lupin Part 4 คุ้มค่ากับการกลับไปดูอัสซานในวันที่เขาไม่ได้เป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง เพราะการเผชิญหน้ากับตำนานของตัวเองทำให้ตัวละครมีมิติกว่าเดิม ใครที่ชอบงานโจรกรรมที่มีกลิ่นปารีสและความสัมพันธ์พ่อลูกเป็นแกนจะได้ทั้งฉากใหญ่และปมส่วนตัวที่พอให้คิดต่อบน ซีรีส์บน Netflix คนที่ยังไม่เคยดูภาคก่อนควรเริ่มจากภาคแรกเพื่อเข้าใจความสัมพันธ์กับครอบครัวเปลเลกรีนี ส่วนคนที่ต้องการซีรีส์สั้นกระชับหรือคดีที่คลี่คลายจบในตอนอาจต้องปรับความคาดหวัง เพราะนี่คือซีรีส์ที่ชวนให้ตามแผนหลายชั้นมากกว่าดูแบบไม่จดจำรายละเอียด ใครที่ชอบบรรยากาศลุ้นแบบ ระทึกขวัญ และยอมรับจังหวะที่เรื่องค่อย ๆ คลายปมได้ จะสนุกกับภาคนี้มากกว่าคนที่รอฉากปล้นติดกันทุกตอน
Lupin Part 4 ยังเป็น ซีรีส์โจรกรรม ที่ดูเพลินและมีโอมาร์ ซีเป็นศูนย์กลางที่พาเรื่องไปได้อย่างมั่นคง จุดแข็งอยู่ที่การเปลี่ยนชื่อเสียงของอัสซานให้เป็นทั้งเครื่องมือและกับดัก พร้อมปมครอบครัวที่ทำให้การหนีแต่ละครั้งมีคนรออยู่ข้างหลัง จุดอ่อนอยู่ที่ความพยายามขยายเกมให้ใหญ่และซับซ้อนขึ้น ซึ่งบางครั้งทำให้ความฉลาดแบบสังเกตรายละเอียดเล็ก ๆ ถูกกลบด้วยภาพจำและเทคโนโลยี เหมาะกับแฟนซีรีส์ภาคก่อนและคนที่ชอบเรื่องโจรกรรมแบบค่อย ๆ คลายปม ไม่เหมาะกับคนที่อยากได้เรื่องสั้นกระชับหรือไม่ได้ตามปมจากภาคก่อน ถ้าได้ดูแล้ว แชร์ว่าฉากไหนทำให้เห็นว่าตำนานของอัสซานเริ่มกลายเป็นปัญหา และเล่าในคอมเมนต์ว่าภาคนี้ยังรักษาความสนุกแบบเดิมไว้ได้หรือไม่
- ชื่อเรื่อง: Lupin Part 4 (ชื่อไทย จอมโจรลูแปง ภาค 4)
- ประเภท: อาชญากรรม, ระทึกขวัญ, ลึกลับ, ดราม่า
- ประเทศและภาษา: ฝรั่งเศส, ภาษาฝรั่งเศส
- ผู้สร้าง: จอร์จ เคย์ (George Kay)
- นักแสดงนำ: โอมาร์ ซี (Omar Sy), ลูดีวีน ซาญีเย (Ludivine Sagnier), เตโอ คริสติน (Théo Christine)
- จำนวนตอน: 8 ตอน
- กำหนดออกฉาย: 23 ตุลาคม 2026
- แรงบันดาลใจ: ตัวละครอาร์แซน ลูแปง (Arsène Lupin) ของมอริส เลอบล็อง (Maurice Leblanc)
- ช่องทางรับชม: Netflix
ตำนานที่กลายเป็นกับดักของจอมโจร
โครงเรื่อง - 8.2
การแสดง - 8.8
โปรดักชัน - 8.6
ความบันเทิง - 8.1
ความคุ้มค่าในการรับชม - 8.2
8.4
Lupin Part 4 กลับมาพร้อมอัสซานที่อยู่ในคุกและพร้อมรับโทษเพื่อกลับไปหาครอบครัว แต่การปล้นพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในชื่อลูแปงทำให้เขาต้องหนีออกมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์อีกครั้ง ภาคนี้ใช้ชื่อเสียงของตัวเอกเป็นทั้งเครื่องมือและกับดัก พร้อมให้โอมาร์ ซี แบกความมั่นใจและความเหนื่อยล้าได้อย่างน่าเชื่อถือ งานสร้างใหญ่ขึ้นและเกมซับซ้อนขึ้นจนบางช่วงกลบความคมของแผนเล็ก ๆ แต่ปมครอบครัวและความสัมพันธ์พ่อลูกยังทำให้การกลับมาครั้งนี้มีน้ำหนัก เหมาะกับแฟนซีรีส์โจรกรรมที่ตามเรื่องมาแต่ต้นและพร้อมรับเกมที่ค่อย ๆ คลายปม









