รีวิวซีรีส์ฝรั่ง

[รีวิว-เรื่องย่อ] Nobody Wants This ซีซั่น 3 รักยังหวานแต่จืด

  • ดูต่อถ้าตามตัวละครมาแต่ต้น เพราะซีซั่นนี้ยังมีฉากเด่นและเคมีนักแสดงให้ติดตาม
  • ลดความคาดหวังเรื่องดราม่าลึก เพราะปมหลายเส้นจบเร็วและตัวละครไม่ค่อยพัฒนา
  • จับตาการแสดงของจัสติน ลูปี (Justine Lupe) ซึ่งยังมีรายละเอียดน่าดูแม้บทจะให้พื้นที่น้อย
  • ข้ามได้ถ้าต้องการรอมคอมกระชับและสดใหม่ เพราะซีซั่นนี้เหมาะกับแฟนที่ตามเรื่องอยู่แล้วมากกว่า

ซีรีส์ Nobody Wants This ซีซั่น 3 กลับมาบน Netflix ในปี 2026 พร้อมคำถามเดิมว่าโจนกับโนอาห์จะประคองความรักท่ามกลางครอบครัว ความเชื่อ และชีวิตประจำวันที่ต่างกันได้แค่ไหน ซีรีส์ยังหยิบความต่างทางศาสนาและนิสัยของสองคนมาเป็นวัตถุดิบหลัก แต่ครั้งนี้ความขัดแย้งที่ควรทำให้ความสัมพันธ์สั่นคลอนกลับถูกเล่าแบบเร่งรัดจนแทบไม่ทันรู้สึก

ใครที่ตามเรื่องนี้ตั้งแต่ รีวิว Nobody Wants This ซีซั่นแรก จะจำได้ว่าซีรีส์เคยสนุกกับการวางตัวละครไว้ในสถานการณ์ที่ทั้งน่าอายและจริงใจ ซีซั่น 3 ยังรักษาบรรยากาศนั้นไว้บ้างในฉากสั้น ๆ แต่ภาพรวมกลับเหมือนเรื่องที่พยายามไปต่อโดยไม่รู้จะพาตัวละครไปไหน หลายเส้นเรื่องถูกเปิดขึ้นแล้วปิดลงด้วยเหตุผลที่ดูสะดวกเกินไป

สรุปสั้น ๆ ว่า ซีซั่นนี้ยังดูได้สำหรับแฟนที่ตามเรื่องอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ให้ความสดใหม่เท่าซีซั่นแรก บทความนี้ไม่ได้ไล่เล่าเหตุการณ์ทั้งหมด แต่จะดูว่าซีซั่นนี้ยังทำงานได้ตรงไหน เพราะอะไรความสัมพันธ์หลักจึงไม่เฉียบเท่าเดิม และงานนี้ยังคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปหรือไม่ โดยยึดจากประสบการณ์การดูและสิ่งที่ซีรีส์พยายามจะสื่อเป็นหลัก พร้อมสปอยล์บางส่วนของซีซั่น 3

หญิงผมบลอนด์กอดชายอย่างดีใจขณะมีผู้หญิงอีกคนมองอยู่

จุดที่ทำงานได้ดีที่สุดในซีซั่น 3 อยู่ที่ช่วงเวลาซึ่งซีรีส์ยอมปล่อยให้ตัวละครมีปฏิสัมพันธ์กันแบบไม่ต้องรีบไปไหน ฉากแต่งงานของไบรอันเป็นตอนที่บทกล้าทิ้งความตลกไว้ข้าง ๆ แล้วให้ความโรแมนติกทำงานเต็มที่ ส่วนฉากติดตามตัวมอร์แกนช่วงหนึ่งมีความตึงเครียดทางเพศที่หายไปจากหลายตอนอื่น การแสดงของจัสติน ลูปี (Justine Lupe) ยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้มอร์แกนดูมีชีวิต และเมื่อซีรีส์ให้พื้นที่กับบินากับลินน์ บรรยากาศครอบครัวกลับมามีสีสันจนคนดูอยากอยู่ในฉากนั้นนานขึ้น

ในหมู่ ซีรีส์ฝรั่ง ที่หยิบความต่างทางความเชื่อมาเป็นปม ปัญหาหลักของซีซั่นนี้ไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนโฟกัสไปยังตัวละครรอง แต่อยู่ที่บทไม่ยอมให้ความขัดแย้งก่อตัวเต็มที่ โจนพบเซบาสเตียงในชั้นเรียนศาสนายูดาย และความไม่ลงรอยระหว่างทั้งคู่ถูกวางไว้อย่างมีนัยสำคัญ แต่แทนที่จะเห็นโจนค่อย ๆ เอาชนะใจเขา หรือเลือกยืนหยัดว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องได้รับการยอมรับ เรื่องกลับเฉลยความสัมพันธ์นั้นให้จบเร็วจนเหมือนตัดฉากกลางทาง ตอนคริสต์มาสครั้งสุดท้ายของโจนเดินสูตรเดียวกัน ปัญหาทุกอย่างถูกคลี่คลายพร้อมกันอย่างเรียบร้อยจนคนดูไม่ทันรู้สึกว่ามีอะไรต้องเสี่ยง

บทความที่เกี่ยวข้อง
หญิงสวมแว่นนั่งข้างชายในห้องที่มีชั้นหนังสือ

ซีซั่น 3 มีอาการที่เห็นได้ชัดในจังหวะการเล่า ด้วยการกระโดดจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งโดยไม่สร้างสะพานเชื่อมให้คนดูเดินตามทัน ตัวอย่างชัดเจนอยู่ที่เส้นเรื่องของโจนกับเซบาสเตียงและตอนคริสต์มาสซึ่งทุกอย่างจบลงอย่างราบคาบ ทั้งสองกรณีไม่ได้ผิดเพราะตัวละครเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย แต่ผิดเพราะซีรีส์เลือกเขียนคำตอบสุดท้ายไว้ก่อน แล้วค่อยใส่บทสนทนาสั้น ๆ เพื่อพาคนดูไปถึงตรงนั้น ผลลัพธ์เป็นดราม่าที่ดูเบา ตัวละครดูฉลาดหรือใจดีขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผลรองรับ และความสนุกของการรอดูว่าความสัมพันธ์จะไปทางไหนหายไป

ความน่ารักของโจนกับโนอาห์ยังทำให้ซีซั่นนี้ดูได้ แต่อารมณ์ของเรื่องจะไม่กลับมาเต็มที่ถ้าบทเอาแต่ข้ามความขัดแย้งแทนที่จะพาคนดูค่อย ๆ ผ่านมันไป

นักแสดงเป็นส่วนที่ช่วยพยุงซีซั่นนี้ไว้มากที่สุด เคริสเตน เบลล์ (Kristen Bell) กับอดัม โบรดี (Adam Brody) ยังทำให้โจนกับโนอาห์ดูเป็นคนที่คุยกันรู้เรื่องและมีเคมีแบบคู่รักที่ผ่านอะไรมาด้วยกัน โดยโนอาห์ยังเปิดกว้างและพร้อมคุยปัญหาอย่างน่าดู ซึ่งช่วยให้ฉากระหว่างเขากับโจนดูมีเหตุผล แต่บทไม่ได้ให้ทั้งคู่เผชิญความขัดแย้งหนักพอจะทดสอบเคมีนั้นได้จริง และ จัสติน ลูปี (Justine Lupe) เป็นคนที่คนดูอยากเห็นมากขึ้น เพราะมอร์แกนในซีซั่นก่อนมีทั้งความมั่นใจ คำพูดแสบ และจังหวะตลกที่แม่น แต่ครั้งนี้เธอถูกใช้ไปกับความเศร้าและการรอคอยมากกว่าการแสดงไหวพริบ จนเสน่ห์ที่เคยขโมยซีนหายไปบางส่วน

ชายและหญิงเดินบนทางเท้าในเมือง โดยฝ่ายหญิงชี้มือไปข้างหน้า

ตัวละครรองเป็นพื้นที่ที่ซีซั่น 3 ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ เอลีนอร์ปรากฏตัวสั้นจนเหมือนถูกตัดบท ทั้งที่เธอมีศักยภาพพอจะสร้างความขัดแย้งเรื่องหนังสือและกระตุ้นความไม่มั่นใจในเส้นทางอาชีพของมอร์แกนได้ ทรวิส อดีตแฟนของโจนได้เวลาอยู่บนจอมากกว่าเอลีนอร์ แต่กลับไม่พาเรื่องไปไหนนอกจากฉากที่โจนพยายามอวดชีวิตใหม่และทำตัวเก้งก้าง ทั้งสองคนมีศักยภาพพอจะสร้างดราม่าที่มีน้ำหนัก แต่บทกลับเลือกใช้เป็นฉากประกอบมากกว่าจุดเปลี่ยนของเรื่อง

อีกด้านหนึ่ง เอสเธอร์กลับไปมีความสัมพันธ์กับซาชาหลังเลิกกันทั้งที่กำลังคบกับคนใหม่อยู่ แต่เส้นเรื่องนี้ถูกเล่าแบบผ่าน ๆ จนคนดูไม่รู้ว่าอะไรผลักดันเธอ ขณะที่เส้นเรื่องของมอร์แกนกับซาชาวนอยู่กับความกลัวว่าจะเจ็บหรือทำลายทุกอย่าง จนเคมีที่ชัดอยู่แล้วไม่ถูกใช้ให้เป็นประโยชน์ ทั้งสองเส้นเรื่องมีจุดที่น่าติดตาม แต่ซีรีส์กลับปล่อยให้ความสัมพันธ์ติดอยู่ในวงจรเดิมนานเกินไปจนความสนุกลดลง

ด้านงานสร้าง ซีซั่น 3 ยังดูเรียบร้อยในแบบที่ซีรีส์ที่ผลิตสำหรับ Netflix ทำได้ ทั้งภาพสะอาด การตัดต่อลื่น และบรรยากาศลอสแอนเจลิสที่อบอุ่นพอจะทำให้เรื่องดูสบายตา แต่ความเรียบร้อยนั้นไม่ได้ช่วยเพิ่มความจดจำ เพราะแทบไม่มีฉากหรือองค์ประกอบภาพไหนที่ถูกออกแบบมาให้ติดอยู่ในหัวนาน ๆ งานภาพทำหน้าที่เล่าเรื่องได้ครบ แต่ไม่ได้สร้างความหมายเพิ่มให้ความสัมพันธ์ของตัวละคร โทนตลกยังพึ่งบทสนทนาและการแสดงมากกว่าจังหวะภาพ ทำให้หลายตอนดูเหมือนผ่านไปอย่างราบรื่นมากกว่าจะทิ้งอะไรไว้ให้คิด

ถ้าเป้าหมายเป็นการกลับไปเจอโจนกับโนอาห์และดูสบาย ๆ แบบไม่ต้องคิดมาก ซีซั่นนี้ยังดูได้และมีบางฉากที่ทำให้ยิ้มได้จริง แต่ถ้าคาดหวัง ซีรีส์โรแมนติกคอมเมดี้ ที่คม หรือดราม่าที่ทำให้ต้องหยุดคิด ซีซั่น 3 จะให้ได้น้อยกว่าที่ควร ใครที่ตามซีรีส์เรื่องนี้มาแต่ต้นอาจยังอยากดูต่อเพื่อดูว่าความสัมพันธ์จะไปทางไหน และถ้าอยากหาตัวเลือกเพิ่ม ซีรีส์เรื่องอื่น ยังมีอีกหลายเรื่องที่ให้ความกระชับกว่า ส่วนคนที่มองหาซีรีส์เรื่องถัดไปหลังจบเรื่องนี้ 40 ซีรีส์ฝรั่งยอดนิยมตลอดกาล เป็นอีกทางที่ช่วยให้เลือกได้ง่ายขึ้น

Nobody Wants This ซีซั่น 3 ไม่ได้พังทั้งเรื่อง แต่เป็นซีซั่นที่ทำให้เห็นชัดว่าซีรีส์เรื่องนี้อยู่ได้ด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ระหว่างตัวละครมากกว่าปมใหญ่ที่จบเร็ว เคมีของนักแสดงนำยังเป็นเหตุผลให้กลับมาดู งานภาพและบรรยากาศยังดูสบายตา และบางฉากทำให้เห็นว่าซีรีส์เรื่องนี้เคยเฉียบกว่านี้ แต่เมื่อบทเลือกข้ามความขัดแย้งและใช้ตัวละครรองอย่างมอร์แกนกับเอลีนอร์ไม่เต็มที่ ผลลัพธ์จึงเป็นความบันเทิงที่ดูได้แบบผ่าน ๆ มากกว่าซีซั่นที่อยากกลับมาคุยต่อ เหมาะกับแฟนที่ตามเรื่องนี้อยู่แล้วและอยากดูตัวละครที่รักไปจนจบ ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการรอมคอมกระชับ ลึก และมีพัฒนาการตัวละครชัดเจนในทุกตอน ใครที่ยังไม่แน่ใจว่าซีรีส์เคยทำได้มากกว่านี้ ลองอ่าน รีวิว Nobody Wants This ซีซั่น 2 แล้วกลับมาเล่าว่าซีซั่น 3 ทำให้รู้สึกเหมือนเดิมหรือต่างไป และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนที่กำลังตัดสินใจว่าจะกดดูต่อหรือพอแค่นี้

  • ชื่อเรื่อง: Nobody Wants This ซีซั่น 3 (ชื่อไทย รักนี้ ไม่มีใครอยากได้)
  • ประเภท: โรแมนติกคอมเมดี้, ดราม่า
  • ปีที่ออกฉาย: 2026
  • ผู้สร้าง: เอริน ฟอสเตอร์ (Erin Foster)
  • นักแสดงนำ: เคริสเตน เบลล์ (Kristen Bell), อดัม โบรดี (Adam Brody), จัสติน ลูปี (Justine Lupe), ทิโมธี ไซมอนส์ (Timothy Simons), แจ็กกี้ โทห์น (Jackie Tohn)
  • ประเทศและภาษา: สหรัฐอเมริกา, ภาษาอังกฤษ
  • จำนวนซีซั่น: 3 ซีซั่น
  • เรต: 16+
  • ช่องทางรับชม: Netflix

รักยังหวาน แต่ประกายของซีซั่น 3 จางลง

โครงเรื่อง - 4.8
การแสดง - 7.2
โปรดักชัน - 6.8
ความบันเทิง - 5.5
ความคุ้มค่าในการรับชม - 5.2

5.9

Nobody Wants This ซีซั่น 3 ยังพาโจนกับโนอาห์กลับมา พร้อมเรื่องราวที่พยายามขยายโลกของตัวละครรอบข้างให้กว้างขึ้น แต่ความขัดแย้งหลายเส้นถูกปูแล้วจบเร็วเกินไป ทั้งการปรับตัวของโจนในชั้นเรียนศาสนา ตอนคริสต์มาส และดราม่าของมอร์แกนกับซาชา จนอารมณ์ไม่ทันก่อตัว แม้เสน่ห์ของนักแสดงนำจะยังพาเรื่องไปได้ แต่บทไม่ได้เปิดพื้นที่ให้พวกเขาฉายแสงเต็มที่ งานสร้างเรียบร้อยและรับชมง่ายแบบซีรีส์บน Netflix ทว่ามีฉากที่ตราตรึงเพียงไม่กี่ฉาก ผลลัพธ์เป็นซีซั่นที่ดูเพลินแบบผ่าน ๆ และยังน่ารัก แต่ไม่คมเท่าที่เคยเป็น เหมาะกับแฟนที่ตามตัวละครอยู่แล้วมากกว่าคนที่ต้องการรอมคอมกระชับและมีพัฒนาการชัดเจน

User Rating: Be the first one !
ไม่อยากพลาดบทความใหม่จาก NaniTalk
เพิ่มเว็บไซต์นี้เป็นแหล่งข้อมูลที่ชื่นชอบบน Google เพื่อให้มีโอกาสเห็นเนื้อหาจากเรามากขึ้น
รักนี้... ไม่มีใครอยากได้
ซีรีส์ กำลังออกอากาศ

รักนี้... ไม่มีใครอยากได้

Nobody Wants This

2024 3 ซีซัน 30 ตอน ตลก หนังชีวิต
ดูรายละเอียด

เมื่อนักจัดพอดแคสต์เรื่องเซ็กส์ที่ไม่นับถือศาสนากับศาสนาจารย์ชาวยิวที่เพิ่งโสดหมาดๆ เกิดตกหลุมรักกัน ทั้งคู่จะฝ่าฟันความต่างแบบสุดขั้วและครอบครัวจอมจุ้นไปได้ไหม

ดูได้ที่

นักแสดงนำ

คริสเทน เบล
คริสเทน เบล Joanne
อดัม โบรดี
อดัม โบรดี Noah Roklov
Justine Lupe
Justine Lupe Morgan
Timothy Simons
Timothy Simons Sasha Roklov

กดเพื่ออ่านต่อ

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button