
- ทุนสร้าง 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แลกกับรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศเพียง 733,000 ดอลลาร์
- งานสร้างเป็นจุดแข็งเดียวที่ชัดเจน ใช้ม้าจริง อูฐจริง และนักแสดงสมทบนับพันบนทะเลทรายจริงของอาระเบีย
- บทภาพยนตร์เป็นรอยรั่วใหญ่ ทั้งบทสนทนาจืดชืด เนื้อเรื่องซับซ้อนสับสน และทิศทางของหนังที่ไม่แน่ชัด
- ชาร์ลโต คอปลีย์ (Sharlto Copley) ในบทร้ายจาลับซีนเป็นเหตุผลเดียวที่พอให้เรื่องนี้น่าดู
มีตัวเลขสองชุดที่บ่งบอกชะตากรรมของ Desert Warrior ได้ตรงไปตรงมาที่สุด ชุดแรกเป็นทุนสร้าง 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ชุดที่สองเป็นรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศ 733,000 ดอลลาร์ ระยะห่างระหว่างสองตัวเลขมหาศาลราวกับทะเลทรายที่เป็นฉากหลังของเรื่อง หนังแอ็กชัน มหากาพย์เรื่องนี้เป็นโปรเจกต์ของซาอุดีอาระเบียที่ถูกวางให้เป็นเสาหลักของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ประเทศ แล้วผลลัพธ์ที่ได้กลับสวนทางกับความคาดหวังโดยสิ้นเชิง
โครงเรื่องอิงอาระเบียศตวรรษที่ 7 ยุคที่จักรพรรดิคิสรา (Kisra) สั่งกวาดต้อนธิดาของอดีตกษัตริย์ทั้งหลายมาเป็นสนม เจ้าหญิงฮินด์ (Hind) กับกษัตริย์นูมาน (Numan) พระบิดาจึงต้องหนีกลางทะเลทราย โดยมีนักรบจาลับซีน (Jalabzeen) นำกำลังไล่ล่าไม่ลดละ ระหว่างทางทั้งคู่ได้โจรไร้นาม Bandit มาเป็นผู้คุ้มกัน แล้วร่วมมือกับชนเผ่าของหัวหน้าเผ่าฮานี (Hani) รวบรวมผู้คนจากหลายเผ่าให้ลืมความขัดแย้ง ตั้งกองกำลังกบฏเพื่อต้านอำนาจจักรพรรดิ ก่อนทุกอย่างมาบรรจบกันในยุทธการสุดท้าย Battle of Dhi Qar
หัวใจของบทความนี้ไม่ใช่การเล่าเรื่องซ้ำ หากเป็นการถามว่าหนังทุ่มเงินมหาศาลไปตรงไหน ทำไมงานสร้างที่ดูแพงเอาเรื่องถึงยื้อความสนใจคนดูไม่อยู่ และใครบ้างที่ยังควรเปิดดูเรื่องนี้สักครั้ง
ข้อที่ต้องให้เครดิตก่อนตำหนิเรื่องอื่นอยู่ที่สายตา Desert Warrior ปฏิบัติต่อผู้ชมได้ดีเพียงใดเมื่อวัดกันเฉพาะภาพ ผู้กำกับ รูเพิร์ต ไวแอตต์ (Rupert Wyatt) เลือกถ่ายทำด้วยฉากจริงเกือบทั้งเรื่อง ม้าจริง อูฐจริง และนักแสดงสมทบนับพันบนทะเลทรายของอาระเบียจริง ๆ การถ่ายทอดยุทธการ Battle of Dhi Qar ซึ่งอ้างอิงจากศึกจริงในหน้าประวัติศาสตร์จึงอลังการในแบบที่ CGI สร้างทดแทนไม่ได้ สตูดิโอถ่ายทำและเทคนิคพิเศษถูกใช้เท่าที่จำเป็นตามแนวทางของคอหนังสายอนุรักษนิยม ส่วนการตัดต่อจังหวะไวแบบ quick-cut ช่วยเติมความทันสมัยให้กับภาพใหญ่ได้อย่างพอเหมาะ
ข้ามพ้นภาพอันงดงามมา บทภาพยนตร์เป็นจุดที่ทุกอย่างทรุดลง บทสนทนาส่วนใหญ่จืดชืดและยืดยาด เนื้อเรื่องเดินซับซ้อนเกินจำเป็นจนผู้ชมสับสนตามไม่ทัน หนังไม่แน่ใจแม้แต่กับตัวเองว่าต้องการเป็นมหากาพย์เต็มขั้นหรือเรื่องเล่ากบฏขนาดย่อม ประเด็นแนวเฟมินิสต์ว่าด้วยกองทัพที่นำโดยเจ้าหญิงผู้ถูกหมายหัวเป็นสนมของทรราชถูกกลืนหายไปในความทะเยอทะยานที่กว้างเกินตัวของโปรเจกต์ จนเหลือเพียงร่องรอยจาง ๆ เท่านั้น
จังหวะของเรื่องกลายเป็นบททดสอบความอดทนอีกชั้นหนึ่ง การเจรจา การถกเถียง และงานการทูตระหว่างชนเผ่ากินเวลาไปเกือบทั้งเรื่อง ก่อนการปะทะครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นจริงในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้าย ธรรมเนียมของหนังมหากาพย์ย่อมให้ผู้ชมนั่งผ่านช่วงเรียบ ๆ ก่อนไปถึงช่วงตื่นเต้น แต่เรื่องนี้ใส่ช่วงเรียบ ๆ มาหนักเกินพิกัด คนที่ตั้งใจมาดูบู๊จะรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้กลางทะเลทรายนานเกินสมควรก่อนได้เห็นการรบ
ภาพกองทัพม้าและอูฐนับพันทะยานข้ามทะเลทรายจริงเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากในหนังยุคนี้ แต่ Desert Warrior ตอบแทนสายตานั้นด้วยบทที่สับสนและบทสนทนาที่จืดชืด สุดท้ายภาพสวยจึงเป็นเพียงเปลือกนอกของความเบื่อหน่าย
ขุมกำลังนักแสดงบนกระดาษดูน่าเกรงขาม แอนโธนี แม็กกี (Anthony Mackie) นักแสดงจากจักรวาล Marvel และ เบน คิงส์ลีย์ (Ben Kingsley) เจ้าของรางวัลออสการ์ กลับส่งการแสดงแบบพอผ่านตามมาตรฐานค่าจ้างที่ได้รับ ไร้ประกายให้จดจำ ขณะที่นักแสดงหลายคนดูเหมือนกำลังแข่งกันเองว่าตัวละครแต่ละตัวควรพูดสำเนียงไหนกันแน่ สวนทางกับ ชาร์ลโต คอปลีย์ (Sharlto Copley) ผู้รับบทร้ายจาลับซีนที่ถูกเขียนให้มิติเดียว กลับเป็นคนเดียวที่สร้างความทรงจำได้ เพราะเล่นเต็มเหนี่ยวแม้บทจะไม่มีเนื้อให้งัดสักเท่าไร
ระหว่างรับชม จะอดคิดถึงผลงานชิ้นอื่นไม่ได้หลายครั้ง ทั้งลีลามหากาพย์ทะเลทรายแบบ Lawrence of Arabia กลิ่นอายสังเวียนสู้ตายจาก Gladiator และจอมทรราชคิสรา ผู้ส่งสายตารังเกียจทุกชีวิตด้วยท่าทางชวนเทียบ Immortan Joe จาก Mad Max: Fury Road อย่างน่าขนลุก ปัญหาอยู่ที่ทุกครั้งที่เงาของหนังเหล่านี้ลอยขึ้นมา Desert Warrior กลับดูเล็กลงทุกที เพราะไม่อาจสู้ต้นแบบของตัวเองได้
จุดพีคของ Desert Warrior อาจไม่ได้อยู่บนจอ หากอยู่ที่ข่าวคราวเบื้องหลังการสร้าง โปรเจกต์นี้ถ่ายทำตั้งแต่ปี 2021 ลากยาวผ่านช่วง post-production หลายปี ผู้กำกับลาออกไปแล้วย้อนกลับมาอีกครั้ง ก่อนหนังเปิดตัวด้วยความล้มเหลวเชิงพาณิชย์อย่างยับเยิน เรื่องราวจริงชุดนี้ชวนติดตามกว่าเนื้อเรื่องบนจอหลายเท่า หากสักวันมีการทำ สารคดี เจาะเบื้องหลังความอลหม่านของโปรเจกต์ คงเป็นผลงานที่ดูเพลินกว่าตัวหนังต้นฉบับ ด้วยเหตุนี้ผู้ชมที่มีเวลาจำกัดควรจัดลำดับความสำคัญให้หนังเรื่องอื่นก่อน
Desert Warrior เหมาะกับผู้ชมที่อยากเสพภาพมหากาพย์ทะเลทรายจากฉากจริงเต็มตาและทนจังหวะเรื่องที่เชื่องช้าได้ แต่ไม่เหมาะกับคนที่มองหาความมันส์ของฉากบู๊หรือบทภาพยนตร์ที่แข็งแรง แฟน หนังฝรั่ง ที่อยากพิสูจน์ว่าคำวิจารณ์แรงเกินจริง เปิดดูได้บน Hulu และ Apple TV ส่วนใครที่ดูมาแล้ว มาบอกกันในคอมเมนต์ได้ว่ารู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้กลางทะเลทรายบ้างหรือเปล่า
- ชื่อเรื่อง: Desert Warrior
- ประเภท: แอ็กชัน, ผจญภัย
- ผู้กำกับ: รูเพิร์ต ไวแอตต์ (Rupert Wyatt)
- ผู้เขียนบท: เดวิด เซลฟ์ (David Self)
- นักแสดงนำ: แอนโธนี แม็กกี (Anthony Mackie), ไอชา ฮาร์ต (Aiysha Hart), เบน คิงส์ลีย์ (Ben Kingsley), ชาร์ลโต คอปลีย์ (Sharlto Copley), ซามี บูอาจีลา (Sami Bouajila), กัสซาน มาซูด (Ghassan Massoud)
- ความยาว: 2 ชั่วโมง 6 นาที
- เรต: R
- คะแนน Rotten Tomatoes: 25%
- ช่องทางรับชม: Apple TV
มหากาพย์ทะเลทรายงบ 150 ล้านที่ภาพสวยแต่บทกลวง
โครงเรื่อง - 5.5
การแสดง - 6
โปรดักชัน - 8.5
ความบันเทิง - 5
ความคุ้มค่าในการรับชม - 4.5
5.9
Desert Warrior หนังแอ็กชันมหากาพย์จากซาอุดีอาระเบียที่ทุ่มทุน 150 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างภาพทะเลทรายอันยิ่งใหญ่ด้วยม้า อูฐ และนักแสดงสมทบนับพัน งานสร้างจัดเต็มแบบที่หาได้ยากในยุค CGI แต่บทภาพยนตร์ที่สับสน บทสนทนาที่จืดชืด และจังหวะเรื่องที่ยืดเยื้อกลับฉุดประสบการณ์โดยรวมให้จมลง ความพยายามทั้งหมดจึงเหลือเพียงภาพสวยกับเบื้องหลังการสร้างที่น่าดูมากกว่าตัวหนัง








