
- Uncle’s Obsession with Cute Things เป็นอนิเมะดัดแปลงจากเว็บมังงะของสึโตมุ (Tsutomu) เล่าชีวิต มิตสึทากะ โอจิ (Mitsutaka Oji) หนุ่มออฟฟิศวัย 41 ผู้ซ่อนความหลงใหลของน่ารักและมาสคอตปั๊กทาโร่ (Pugtaro) ไว้จากคนรอบตัว
- ตอนแรกออกอากาศ 4 ตุลาคม 2569 ในซีซั่น Fall 2026 ผลิตโดยสตูดิโอไลเดนฟิล์ม (Liden Films) พร้อมทีมนักพากย์อย่าง คาซูยูกิ โอกิตสึ (Kazuyuki Okitsu) และ ยูกิ คาจิ (Yuki Kaji)
- จุดแข็งอยู่ที่ไอเดียเรื่องความชอบส่วนตัวกับภาพลักษณ์ผู้ชายวัยทำงาน งานภาพแนวตลกออฟฟิศ และความน่ารักของมาสคอตที่ช่วยพยุงเรื่องไว้
- จุดที่ต้องลุ้นคือมุกเดิมที่ถูกยืดทั้งตอนจนความตลกไม่สุด ถ้าตอนต่อไปยังไม่ให้โอจิได้เปิดใจ เรื่องนี้อาจไปได้ไม่ไกลกว่าความน่ารักของมาสคอต
ถ้าความสุขของใครสักคนไม่ทำร้ายใคร แต่ต้องถูกซ่อนไว้ในตู้เสื้อผ้า นั่นคือจุดตั้งต้นของ Uncle’s Obsession with Cute Things อนิเมะ ที่พาคนดูก้าวเข้าไปในหัวของ มิตสึทากะ โอจิ (Mitsutaka Oji) หนุ่มวัย 41 ผู้จัดการแผนกที่เพื่อนร่วมงานเชื่อใจ แต่เบื้องหลังความสมบูรณ์แบบนั้นเต็มไปด้วยความกลัวว่าวันหนึ่งความจริงจะหลุดออกไป ความจริงที่ว่าเขาหลงรักของน่ารักทุกชนิด โดยมี ปั๊กทาโร่ (Pugtaro) มาสคอตปั๊กตัวกลมสีเหลืองเป็นศูนย์กลางของหัวใจ
อนิเมะเรื่องนี้ดัดแปลงจากเว็บมังงะของสึโตมุ (Tsutomu) ที่ลงใน Comic Polaris ของสำนักพิมพ์ Flex Comix มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2017 และเคยผ่านการดัดแปลงเป็น ซีรีส์ญี่ปุ่น ออกอากาศทางช่อง ytv เมื่อปี 2020 ก่อนที่เวอร์ชันอนิเมะจากสตูดิโอไลเดนฟิล์ม (Liden Films) จะเริ่มฉายตอนแรกเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ในซีซั่น Fall 2026
บทความนี้ชวนดูตอนแรกแบบเปิดไพ่ทุกใบ ตั้งแต่ไอเดียเรื่องความชอบส่วนตัวกับภาพลักษณ์ผู้ชายวัยทำงาน ไปจนถึงคำถามว่ามุกที่ถูกยืดเป็นตอนได้จริงหรือไม่ พร้อมคำตัดสินว่าเรื่องนี้เหมาะกับใคร และควรลองเปิดดูต่อหรือรอให้เรื่องค่อย ๆ เปิดใจในตอนถัดไป

สิ่งที่เรื่องนี้ทำได้ดีตั้งแต่ตอนแรกคือการเลือกเล่าจากมุมของคนที่ต้องซ่อนความชอบ ไม่ใช่จากมุมของคนที่กล้าประกาศตัว ความกังวลของโอจิพาคนดูเข้าไปอยู่ในโลกภายในที่เต็มไปด้วยการประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา เขามองทุกรอยยิ้มของเพื่อนร่วมงานเป็นสัญญาณเตือน และมองทุกคำถามของหลานชายที่ย้ายมาอยู่ด้วยเป็นภัยที่กำลังคืบคลานเข้ามา การตั้งคำถามเรื่องบรรทัดฐานที่แบ่งของบางอย่างว่าเป็นของผู้หญิงหรือของผู้ชายแทรกอยู่ในเนื้อเรื่องโดยไม่ต้องประกาศตัว แม้ตัวบทจะเล่นกับภาพว่าความชอบนี้ดูเด็กเกินไปมากกว่าประเด็นเรื่องเพศตรง ๆ
อีกด้านที่ช่วยพยุงเรื่องไว้คือภาพจำของงานตลกออฟฟิศที่ดูอบอุ่น โทนภาพและบรรยากาศแบบพนักงานออฟฟิศน่ารัก ๆ ทำให้ความคิดแล่นไปถึง My New Boss Is Goofy อนิเมะวัยทำงานที่ใช้สูตรใกล้เคียงกัน ทั้งคู่เล่าความเหนื่อยของคนทำงานผ่านหัวหน้าที่ทำอะไรน่ารักจนคนรอบตัวใจอ่อน และการมีอยู่ของปั๊กทาโร่ในฐานะความสุขส่วนตัวของโอจิช่วยไม่ให้เรื่องนี้จมอยู่กับความกังวลเพียงอย่างเดียว
ปัญหาใหญ่ของตอนแรกอยู่ที่โครงมุกที่วนอยู่กับที่ ทุกฉากตลกถูกสร้างจากสมมติฐานเดียวกันว่าโอจิต้องปิดความลับของตัวเองให้ได้ และความลับนั้นไม่เคยถูกขยับหรือเปลี่ยนรูปตลอดทั้งตอน คนดูจึงได้เห็นความวิตกกังวลเดิมถูกเล่นซ้ำในหลายสถานการณ์ ต่างกันแค่ฉากและตัวละครประกอบ เมื่อไม่มีฉากที่เปิดทางให้โอจิได้ผ่อนคลายอย่างจริงจัง ความตลกจึงไม่มีจังหวะพัก และไม่มีอารมณ์แบบยกน้ำหนักขึ้นแล้วปล่อยลงให้รู้สึก

ความทุกข์ของโอจิถูกเร่งให้เข้มข้นเกินกว่ามุกจะรับไหว ทั้งการที่ภรรยาเก่าขอหย่าเพราะคิดว่าเขาปิดบังอะไรบางอย่าง และการเปรียบเทียบตัวเองกับคริสเตียนที่ต้องหลบซ่อนในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ฉากเหล่านี้ทำให้ต้องตั้งคำถามว่าตอนแรกต้องการให้คนดูหัวเราะไปกับโอจิ หรือหัวเราะเยาะความวิตกของเขา เพราะตลกที่ให้คนดูเขินแทนตัวละครเกือบตลอดเวลาเป็นเกมที่เสี่ยง ถ้าคนดูทนความกระอักกระอ่วนไม่เก่ง ตอนแรกจะกลายเป็นความทรมานแทนที่จะเป็นความบันเทิง
ไอเดียของเรื่องนี้แข็งแรงพอจะพาไปได้ไกล แต่เมื่อมุกเดียวถูกยืดเต็มตอน ความตลกกลับกลายเป็นความทุกข์ที่รอวันมีทางออก ถ้าตอนถัดไปยังไม่ให้โอจิได้เปิดใจ คนดูที่ทนความเขินไม่เก่งอาจถอนตัวไปก่อน
จังหวะของตอนแรกเดินเป็นวงรอบชัดเจน ฉากออฟฟิศสลับฉากพักสลับฉากที่บ้าน โดยมีหลานชายเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงให้ความลับของโอจิ แต่ละฉากมักจบลงด้วยการที่โอจิรอดตัวไปได้ แล้วความกังวลชุดเดิมเริ่มนับหนึ่งใหม่ ไม่มีความรู้สึกว่าตัวละครได้ขยับไปข้างหน้า และไม่มีข้อมูลใหม่ที่ทำให้คนดูมองสถานการณ์เปลี่ยนไป สไตล์ภาพแบบชิบิที่ทับลงบนอารมณ์ตื่นตระหนกของโอจิช่วยเพิ่มสีสันได้ในระยะสั้น แต่พอถูกใช้ถี่ขึ้นในทุกวิกฤต กลับยิ่งตอกย้ำว่าความตลกถูกสร้างจากความตื่นตระหนกแบบเดิมซ้ำ ๆ
โทนของเรื่องนั่งอยู่ระหว่างเก้าอี้สองตัว ระหว่างความตลกเกินจริงกับดราม่าของคนที่กลัวถูกตัดสิน เรื่องเลือกให้ความสำคัญกับความทุกข์ของสถานการณ์จนบรรยากาศออกมืดกว่าตลกออฟฟิศส่วนใหญ่ และฉากเศร้าของโอจิหลายช่วงถูกเล่นเป็นมุกจนคนดูไม่มั่นใจว่าควรยิ้มหรือรู้สึกผิดที่ยิ้ม ถ้าตอนต่อ ๆ ไปยังไม่เลือกข้างชัดเจน ไม่ว่าจะไปทางคอมเมดี้ที่เปิดใจหรือดราม่าที่เห็นอกเห็นใจ โทนครึ่ง ๆ กลาง ๆ นี้จะกลายเป็นจุดที่พาเรื่องหลุดจากมือได้ง่าย

การแสดงเสียงเป็นด่านสำคัญของเรื่องนี้ เพราะโอจิใช้ชีวิตอยู่ในหัวของตัวเองเกือบทั้งหมด ทั้งการประเมินสถานการณ์ การระบายความในใจ และการตื่นตระหนกที่ไม่มีเสียงออกมา ผู้รับบทนี้คือ คาซูยูกิ โอกิตสึ (Kazuyuki Okitsu) ที่ต้องแบ่งชั้นเสียงระหว่างผู้จัดการมาดนิ่งกับคนที่อยากกรี๊ดออกมาในจังหวะเดียวกัน และทีมนักพากย์รอบตัวอย่าง ทาคุยะ เอะกุจิ (Takuya Eguchi), ยูกิ คาจิ (Yuki Kaji) และ อายูมุ มุราซเอะ (Ayumu Murase) ต่างมีคาแรกเตอร์ที่ช่วยขับความต่างของตัวละครวัยทำงาน งานเสียงจึงเป็นส่วนที่มั่นคงที่สุดของตอนแรก
งาน แอนิเมชัน ทั้งหมดอยู่กับสตูดิโอไลเดนฟิล์ม (Liden Films) ภายใต้การกำกับของ โทโมเอะ มาคิโนะ (Tomoe Makino) และการเรียบเรียงบทของ ยู ซาโต้ (Yū Sato) ตัวละครทุกตัวถูกออกแบบโดย โทโมมิ คิมุระ (Tomomi Kimura) ให้อ่านง่ายแบบการ์ตูนวัยทำงาน ด้านดนตรีของ อาริสะ โอเกะฮาซามะ (Arisa Okehazama) รวมถึงเพลงเปิด LIKE³ ของ ยูเซย์ ยากิ (Yusei Yagi) และเพลงปิดของ คาโอริ มาเอะดะ (Kaori Maeda) ช่วยให้บรรยากาศโดยรวมดูเบาและติดหู งานสร้างไม่ใช่จุดที่ฉุดเรื่องนี้ลง แต่ด้วยสไตล์ภาพที่เรียบง่ายและเน้นสีสันสดใส ความตลกจึงต้องพึ่งจังหวะท่าทางและเสียงพากย์เกือบทั้งหมด
สำหรับคนที่ชื่นชอบบรรยากาศออฟฟิศน่ารัก ๆ หรืออยากเห็นทีมนักพากย์ฝีมือดีเล่นบทวัยทำงานแบบเต็มที่ ตอนแรกของเรื่องนี้มีจุดให้ยึดพอตัว โดยเฉพาะความน่ารักของปั๊กทาโร่และความกังวลที่ออกแบบมาให้คนดูเห็นใจโอจิ คะแนนรวมบน MyAnimeList ช่วงแรกเกาะอยู่ที่ราว 6.5 จากผู้ให้คะแนนไม่ถึง 500 คน ซึ่งสะท้อนว่ายังไม่มีข้อสรุปว่าเสียงส่วนใหญ่จะไปทางไหน และจำนวนตอนทั้งหมดยังไม่มีการยืนยัน ตอนเดียวจึงไม่เพียงพอจะตัดสินทั้งเรื่อง ถ้าชอบอนิเมะตลกออฟฟิศและไม่กลัวความเขิน ลองเปิดหนึ่งตอนเพื่อวัดใจก่อนได้ ส่วนใครที่มองหาความตลกที่เปลี่ยนสลับหรือเรื่องที่เดินหน้าเร็วตั้งแต่ตอนแรก อาจต้องชั่งน้ำหนักมากหน่อย และถ้าอยากได้ความอบอุ่นแบบสบายใจตั้งแต่ตอนแรก รวม อนิเมะแนวชีวิตประจำวัน ที่คัดมาแล้วเป็นอีกทางเลือกที่ตอบโจทย์กว่า
โดยรวม Uncle’s Obsession with Cute Things เป็นอนิเมะที่ไอเดียแข็งแรง งานภาพน่ารัก และทีมนักพากย์ไว้ใจได้ แต่ตอนแรกยังติดกับดักของมุกเดียวที่ยืดยาวเกินไปจนความตลกไปไม่ถึงฝั่ง เรื่องนี้เหมาะกับคนที่ทนความกระอักกระอ่วนได้และอยากเห็นตัวละครออฟฟิศค่อย ๆ เปิดใจมากกว่าอยากหัวเราะร่วน ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการมุกเปลี่ยนสลับหรือเรื่องที่ให้รางวัลกับความอดทนรอ ลองเปิดดูสักตอนแล้วกลับมาเล่าว่าหัวเราะไปกับโอจิหรือหัวเราะเยาะความวิตกของเขา อย่าลืมกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนที่กำลังมองหาอนิเมะ Fall 2026 เรื่องใหม่ และติดตาม รีวิวอนิเมะ เรื่องอื่น ๆ ต่อได้เลย
- ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ: Uncle’s Obsession with Cute Things
- ชื่อเรื่องภาษาญี่ปุ่น: おじさんはカワイイものがお好き。 (Ojisan wa Kawaii Mono ga Osuki)
- ที่มา: เว็บมังงะของสึโตมุ (Tsutomu) ลงใน Comic Polaris ของ Flex Comix ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2017 และเคยดัดแปลงเป็นซีรีส์คนแสดงฉายทางช่อง ytv เมื่อปี 2020
- ประเภท: คอมเมดี้, ชีวิตประจำวัน, ตัวละครวัยทำงาน
- กำหนดออกอากาศ: ตอนแรกฉายวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ทางช่อง Tokyo MX, ytv และ BS Asahi
- สตูดิโอ: ไลเดนฟิล์ม (Liden Films)
- ทีมงานหลัก: ผู้กำกับ โทโมเอะ มาคิโนะ (Tomoe Makino), เรียบเรียงบท ยู ซาโต้ (Yū Sato), ออกแบบตัวละคร โทโมมิ คิมุระ (Tomomi Kimura), ดนตรี อาริสะ โอเกะฮาซามะ (Arisa Okehazama)
- นักพากย์หลัก: คาซูยูกิ โอกิตสึ (Kazuyuki Okitsu), ทาคุยะ เอะกุจิ (Takuya Eguchi), ยูกิ คาจิ (Yuki Kaji), อายูมุ มุราซเอะ (Ayumu Murase)
อนิเมะตลกที่จริงจังกับความอึดอัดเกินไป
โครงเรื่อง - 6.5
การแสดง - 7.2
โปรดักชัน - 7
ความบันเทิง - 6
ความคุ้มค่าในการรับชม - 6.2
6.6
Uncle's Obsession with Cute Things เล่าเรื่องหนุ่มออฟฟิศวัย 41 ที่ต้องซ่อนความรักของน่ารักและมาสคอตปั๊กทาโร่ไว้จากคนรอบตัว ไอเดียของเรื่องกล้าแตะบรรทัดฐานเรื่องความชอบส่วนตัว งานภาพน่ารัก และทีมนักพากย์ทำหน้าที่ได้ดี แต่ตลกด้วยความวิตกกังวลชุดเดิมซ้ำ ๆ จนจังหวะไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่มีฉากปลดปล่อยอารมณ์ ตอนแรกจึงสนุกได้เฉพาะคนที่ทนความเขินไหว เหมาะสำหรับแฟนอนิเมะออฟฟิศและแฟนมาสคอต แต่คนที่ต้องการตลกเปลี่ยนสลับควรลองหนึ่งตอนก่อนตัดสินใจ









